อ.ยักษ์” ผนึกกำลัง “โจน จันได” ออกหุ้น-ระดมทุน SAVE “ชุมพรคาบาน่า

“อ.ยักษ์” จับมือ “โจน จันได” เตรียมแถลงข่าวเปิดขายหุ้น “บ.ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม” เพื่อรักษา “ชุมพรคาบาน่า” สานปณิธาน “ศาสตร์พระราชา” ก่อนถูกฮุบขายทอดตลาด ตั้งเป้าระดมทุนให้ครบ 130 ล้าน ด้าน “วริสร” ชี้ บ.บริหารสินทรัพย์ต่างชาติมั่วใช้กฎหมายสมัย IMF ปั่นยอดเงินกู้ หวังยึดแผ่นดินหาดทุ่งวัวแล่น ยันชุมพรคาบาน่าไม่เคยขาดทุน ขณะที่ “พิเชษฐ” แจงโครงสร้างธรรมธุรกิจ สินค้าหลากหลาย เครือข่ายแน่นปึ้ก

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาและท้าทายระบอบทุนอย่างยิ่ง สำหรับการประกาศขาย “หุ้น” ของ “ธรรมธุรกิจ” องค์กรธุรกิจเพื่อสังคมตามศาสตร์พระราชาที่เกิดจากการผนึกกำลังของเครือข่ายอินทรีย์ ที่นำโดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, โจน จันได นักเก็บเมล็ดพันธุ์ แห่งสวนพันพรรณ จ.เชียงใหม่ และ “หนาว” พิเชษฐ โตนิติวงศ์ เจ้าของโรงสีศิริภิญโญ ที่เคยทุ่มเงินนับร้อยล้านเพื่อช่วยเหลือชาวนา และปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการธรรมธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อต้องการะดมทุนซื้อ “ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท” เพื่อรักษารีสอร์ตและศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมและสร้างคนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่กำลังจะถูกขายทอดตลาดในเร็วๆนี้

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ในฐานะประธานที่ปรึกษาธรรรมธุรกิจ ระบุว่า ขณะนี้ชุมพรคาบาน่ามีหนี้สิน อยู่ 130 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ธรรมธุรกิจได้ดำเนินการระดมทุนเพื่อ Save ชุมพรคาบาน่า มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยเป็นการระดมทุนแบบ ‘ลงขัน’ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก อย่างไรก็ดี หลังจากที่ธรรมธุรกิจได้รับการรับรองจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม(สวส.) องค์การมหาชนภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี ให้เป็น ‘วิสาหกิจเพื่อสังคม’ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมาแล้ว ธรรมธุรกิจก็จะดำเนินการระดมทุนด้วยการ ‘ขายหุ้น’ โดยมีเป้าหมายแรก คือการระดมทุนให้ครบ 130 ล้าน (ยังขาดอีก 67 ล้านบาท) เพื่อซื้อชุมพรคาบาน่า คืนจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างชาติซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ก่อนที่จะถูกนำไปขายทอดตลาด

ทั้งนี้ การระดมทุนแบบ “ลงขัน” ของธรรมธุรกิจในช่วงก่อนหน้านั้นมี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่ 1 : แบบมีส่วนร่วม ร่วมลงขันเท่าไหร่ก็ได้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านธรรมธุรกิจ ซึ่งไม่ได้สูญเปล่าเนื่องจากสามารถขอเงินลงขันคืนได้ และเมื่อธรรมธุรกิจได้รับการรับรองเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแล้ว จะมีการแปลงการลงขันแบบมีส่วนร่วมไปเป็นหุ้นๆ ละ 100 บาท แบบที่ 2 : แบบมีผลตอบแทน คือ การให้ธรรมธุรกิจกู้ยืมเงิน ขั้นต่ำ 11,000 บาท (แบบมีผลตอบแทน 10,000 บาท แบบมีส่วนร่วม 1,000 บาท) ได้รับดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี สามารถขอคืนเงินได้เช่นกันโดยแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน และธรรมธุรกิจจะคำนวณดอกเบี้ยให้เป็นรายวัน ทั้งนี้ ล่าสุด ณ วันวันที่ 17 พ.ย. 2562 ธรรมธุกิจมียอดเงินลงขันแล้ว 63.733 ล้านบาทแล้ว จากสมาชิก 2,474 คน

ด้าน พิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ เปิดเผยว่า ธรรมธุรกิจจะจัดแถลงข่าวการขายหุ้นเพื่อระดมทุน ในวันอังคารที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 14.00 น. ณ. Mind Space by C Asean ชั้น 2 สามย่านมิตรทาวน์ โดยจะเปิดขายหุ้นละ 101 บาท (เป็นค่าธรรมเนียมหุ้นละ 1 บาท) เชื่อว่าจะมีผู้สนใจจำนวนมาก แต่หากการขายหุ้นไม่เป็นไปตามเป้าก็จะระดมทุนด้วยการขอกู้ควบคู่ไปด้วย โดยจะให้ดอกเบี้ยในอัตรา 3% “ชุมพร คาบาน่า จะครบกำหนดชำระหนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ในวันที่ 4 ธ.ค. 2562 นี้ ดังนั้น ธรรมธุรกิจมีเวลาขายหุ้นก่อนครบกำหนดแค่ 4-5 วันเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามกำหนด ตามขั้นตอนจะต้องมีการประชุมเจ้าหนี้ก่อนที่จะยึดทรัพย์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ช่วงนี้ก็อาจจะพอมีเวลาระดมทุนเพิ่ม แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าการขายหุ้นอย่างเดียวไม่พอที่จะชำระหนี้ก็จะขอกุ้ด้วย นอกจากนั้นตอนนี้เราก็กำลังเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 3 เดือน โดยเสนอจ่ายหนี้ก้อนแรก 50 ล้านบาทก่อน และจะทยอยจ่ายส่วนที่เหลือ แต่ขณะนี้ยังตกลงกันไม่ได้”’ พิเชษฐกล่าว

อย่างไรก็ดี ธรรมธุรกิจมีเป้าหมายใหญ่คือการระดมทุนให้ครบ 333 ล้านบาท เพื่อนำมาขยายธรรมธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย โดยเริ่มจากการซื้อชุมพรคาบาน่า และโรงสีศิริภิญโญ เพื่อใช้เป็นฐานธรรมฯ ชุมพร และฐานธรรมฯ ฉะเชิงเทรา เพิ่มเติมจากฐานธรรมฯสันป่าตองและฐานธรรมพระราม 9 ที่มีอยู่แล้ว

ขณะที่ วริสร รักษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับที่มาของหนี้ก้อนโตที่ส่งผลให้ชุมพรคาบาน่าถูกบริษัทต่างชาติฟ้องร้องยึดกิจการ ว่า ที่ผ่านมาหนี้สินของชุมพร คาบาน่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาขาดทุนหรือมีปัญหาในการบริหารงาน แต่เป็นเพราะมีการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจเพื่อปั่นให้ยอดเงินกู้เพิ่มขึ้น โดยหลังจากที่บริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ได้ซื้อหนี้ของชุมพรคาบาน่า จาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2550 สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดก็ใช้ช่องทางของ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ ปี 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกบัญญิติขึ้นเพื่อใช้บริหารจัดการหนี้ของสถาบันการเงินและบริษัทต่างๆในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง มาเป็นเครื่องมือให้การประเมินสินทรัพย์และคำนวณตัวเลขหนี้เพื่อปั่นให้ตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้น จากซึ่งเดิมที่เรามีหนี้แค่ 77 ล้านบาท ก็งอกเพิ่มขึ้นไปถึง 212 ล้านบาท และหลังจากที่มีการสู้คดีในศาลก็มีการเจรจากันจนตัวเลขหนี้สุดท้ายมาอยู่ที่ 130 ล้านบาท

วริสร กล่าวต่อว่า ที่สำคัญสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดพยายามบีบให้ครอบครัวของตนตกอยู่ในฐานะล้มละลาย เพราะต้องการยึดที่ดินชายทะเลหาดทุ่งวัวแล่น (จ.ชุมพร) ที่อยู่ติดกับชุมพรคาบาน่า ซึ่งเป็นของมารดาซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้ชุมพรคาบาน่า เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าทางธุรกิจสูง ทั้งที่ที่ดินผืนนี้ไม่ได้ติดจำนอง โดยสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไม่ยอมไกลเกลี่ยหนี้ แม้ว่าช่วงแรกทางเราจะถอดใจยอมให้ยึดชุมพร คาบาน่า ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ถึง 166 ล้านบาท เพื่อแลกกับหนี้เพียง 77 ล้านบาทเท่านั้น

“ตั้งแต่เปิดกิจการมา ชุมพรคาบาน่า ไม่คยขาดทุน เราทำกำไรทุกปี อย่างปีนี้มีกำไร 8 ล้านบาท เรามีศักยภาพในการจ่ายหนี้เงินกู้ แต่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดหยิบเอา พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ปี 2540 มาเป็นเครื่องมือ ทั้งที่พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหาหนีเสียในยุค IMF เท่านั้น เราได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ซึ่งทางศูนย์ฯยืนยันว่าเจ้าหนี้ไม่สามารถนำพระราชกำหนดดังกล่าวมาใช้บังคับในปัจจุบันได้ อีกทั้งศูนย์ประสานงานลูกหนี้ยังช่วยเราสู้คดีในเรื่องนี้ด้วย ” กรรมการผู้จัดการบริษัท ชุมพรคาบาน่าฯ กล่าว

อย่างไรก็ดี วริสร ยังมีความหวังว่า หากวันนี้ธรรมธุรกิจสามารถเข้ามาบริหารชุมพรคาบาน่าได้ก็คงสามารถสืบสานขับเคลื่อนองค์ความรู้จากศาสตร์พระราชาที่ดำเนินการผ่านศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลินซึ่งเป็นส่วหนึ่งของชุมพรคาบาน่าให้คงอยู่และถ่ายทอดสู่ประชาชนต่อไปได้

สำหรับเรื่องศักยภาพของธรรมธุรกิจที่จะดึงดูดให้ผู้คนสนใจมาร่วมลงทุนซื้อหุ้นนั้น ผู้จัดการธรรมธุรกิจ ให้ความมั่นใจว่า ธรรมธุรกิจเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มีความเข้มแข็งมาก และดำเนินงานมาเป็นปีที่ 6 แล้ว ปัจจุบันมีเครือข่ายสมาชิกกว่า 2,400 คน มีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงและสามารถสร้างรายได้ โดยดำเนินกิจกรรมและขับเคลื่อนธุรกิจผ่านฐานธรรม 2 แห่ง อันได้แก่

1. ฐานธรรมฯ สันป่าตอง เป็นศูนย์การฝึกอบรมให้แก่ชาวนาและเกษตรกรที่สนใจกสิกรรมธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์ธุรกิจที่รวบรวมผลผลิตของลูกศิษย์ยักษ์กะโจนมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคด้วย

2. ฐานธรรมฯ พระราม 9 เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรผู้ปลูกกับคนกินในเมืองหลวง โดยมีการรวบรวมผลผลิตธรรมชาติไร้สารเคมี ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร และอาหารสดปลอดภัยซึ่งเป็นผลผลิตของศิษย์ยักษ์กับโจน มาจัดจำหน่ายที่ “ตลาดนัดธรรมชาติ” ซึ่งตั้งอยู่ที่พระราม 9 ซอย 17 และเป็นตลาดของธรรมธุรกิจ โดยเปิดจำหน่ายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนั้นฐานธรรมแห่งนี้ยังจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวงอีกด้วย

และหากสามารถระดมทุนได้ครบ พอที่จะซื้อคืนชุมพรคาบาน่า ธรรมธุรกิจก็จะมี “ฐานธรรมฯชุมพร” เพิ่มอีกหนี่งฐาน เป็นแหล่งดำเนินกิจกรรมเพื่อสืบสานพัฒนาศาสตร์พระราชา โดยมีรีสอร์ต และ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน” เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน อีกทั้ง “โจน จันได” ในฐานะรองประธานที่ปรึกษาธรรมธุรกิจ จะลงไปดูแลและขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ วริสร รักษ์พันธุ์ ด้วย เชื่อว่าการเข้ามาเสริมทัพของโจนซึ่งเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจธรรมชาติและเห็นคุณค่าของการพึ่งพาตนเอง ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ จะทำให้ชุมพรคาบาน่าเป็นทั้งที่พักตากอากาศและแหล่งเรียนรู้ที่คึกคักไม่แพ้สวนพันพรรณ ที่แม่แตง จ.เชียงใหม่ เลยทีเดียว

นอกจากนั้น ธรรมธุรกิจยังมีสินค้าอินทรีย์มากมายที่จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์และนำไปออกบูธขายในงานต่างๆ เช่น น้ำมันมะพร้าว, สบู่เหลวถ่านไม้ไผ่, น้ำยาล้างจากจากมะกรูด, สเปรย์บรรเทาปวดจากสมุนไพรธรรมชาติ, ปุ๋ยบำรุงดิน, ข้าวกล้องมหัศจรรย์ ซึ่งนอกจากจะขายออนไลน์แล้วยังมีจำหน่ายที่บิ๊กซี และวิลล่า มาร์เก็ต ทุกสาขาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงความมุ่งมั่นและปณิธานของบรรดาแกนนำด้านเกษตรอินทรีย์เท่านั้นที่จะสามารถรักษา “ชุมพร คาบาน่า” แผ่นดินที่ทำหน้าที่บ่มเพาะและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงคิดค้นไปสู่ประชาชนเอาไว้ได้ หากแต่เครือข่ายภาคประชาชนที่พร้อมใจกันเข้ามาร่วมระดมทุน ผ่านการถือหุ้นธรรมธุรกิข ก็นับเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาให้คงอยู่ต่อไปชั่วลูกหลาน

Contact

3/1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

Email: [email protected]

Tel: 02-7568821